เบื้องหน้าของความตาย

สตีฟ จ็อบส์ กล่าวไว้ว่า
"All external expectations, all pride, all fear of embarrassment or failure--these things just fall away in the face of death, leaving only what is truly important."

ความคาดหวังใดๆ ความภาคภูมิ ความขยาดต่อความอายหรือความล้มเหลว  เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตายแล้ว  สิ่งเหล่านี้ที่เราเคยคิดว่ามีความสำคัญนัก  กลับสลายไปในพริบตา
เหลือเพียงสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่านั้น ที่ยังยืนหยัดอยู่

เกียรติยศ ชื่อเสียง หน้าตา เงินทอง ฐานันดร สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสังคมมนุษย์ด้วยกัน
ความตายกลับยิ่งใหญ่เสียกว่า  มันหัวเราะหยัน แล้วทำให้สิ่งเหล่านั้นหดเล็กลงเหลือเพียงธุลี
ทว่า ยังมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าความตายขึ้นไปอีก
มันคือสิ่งที่แม้ต่อหน้าความตาย ก็ยังคงความสำคัญและล้ำค่าเอาไว้
มันคือสิ่งที่ผู้ครอบครองจะสำนึกถึงคุณค่าต่อเมื่อได้สัมผัสเส้นขีดอาณาเขตแห่งความตาย

มันคือสิ่ง......ที่เราก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ^ ^;;

(แป้ก.....)

 

อ้าว....ก็เรายังเด็กอยู่นี่นา จริงๆ นะ ^ ^
ชีวิตเราเริ่มต้นมาไม่นาน  ถึงจะมีเรื่องที่เรารู้มากขึ้น  แต่เรื่องที่เราไม่รู้ก็มีมากยิ่งกว่า
พอมาสะดุดกลิ้งกับความคิดข้างบนนี้  ก็เลยนึกย้อนไปถึงตอนที่ลองถามตัวเองดูว่า อะไรที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของเรา  อะไรที่ขาดไปแล้วจะทำลายความอยากมีชีวิตอยู่จนหมด  ชนิดที่ว่าไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แล้วเลยล่ะ

....เพื่อนเหรอ....
ไม่รู้สิ....
เราเคยมีชีวิตอยู่ด้วยความคิดว่าไม่สามารถคบใครเป็นเพื่อนได้
เป็นชีวิตที่ออกจะเงียบเหงาและเปราะบางหน่อย
แต่เราก็ยังมีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้

....แฟน...
ขีดประเด็นนี้ทิ้งได้ทันที  เพราะตอนนี้ก็ไม่มี ไม่คิดจะมี
และเรายังมีชีวิตอยู่ด้วยดี ^ ^
แล้วทำไมเวลาแฟนทิ้ง บางคนถึงไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกนะ...
เราเดาเอาเองว่า  เป็นความรู้สึกของการสูญเสียมั้ง  พอเคยมีแล้วสูญเสียไป ก็เลยเสียใจ ไม่อยากมีชีวิตอยู่

(พอคิดถึงบรรทัด  เกิดความคิดป๊อบขึ้นมาในหัวว่า
สงสัยจะเป็นเพราะเราไม่เคยมีอะไรเลย ทั้งมิตรภาพ ทั้งความรัก
ก็เลยพลอยไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกสูญเสียแบบนั้นไปด้วย)

ตอนนั้นเราลงมาจบที่ข้อสรุปว่า  เรามี "เป้าหมาย" กับ "ความหยิ่ง"
เป็นสองสิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดและทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ทุกวัน
"เป้าหมาย" ทำให้เราเกิดความคิดว่า เรายังต้องมีชีวิตอยู่เพื่อให้เป้าหมายนั้นบรรลุผล
"ความหยิ่ง" ค้ำจุนตัวตนของเรา  ทำให้เรารู้สึกว่าเรายังมีค่าควรแก่การใช้ออกซิเจนและทรัพยากรบนโลกนี้อยู่
(เราใช้คำว่า "ความหยิ่ง" ในความหมายของ "ทรนง" ผสม "อีโก้" ซึ่งก็ไม่ใช่คำที่ความหมายดีเท่าไหร่  แต่เราก็นึกไม่ออกแฮะว่าจะใช้คำอะไรดี  เอาเป็นว่ามันไม่ใช่ "เริ่ดเชิดหยิ่ง" ละกันนะ)

นั่นเป็นความคิดของเด็กคนหนึ่ง
แต่เมื่อก้าวเข้าใกล้เส้นแบ่งของชีวิตและความตาย
เมื่อเราเริ่มสัมผัสได้ถึงขีดจำกัดของชีวิต
เมื่อเราได้เผชิญหน้ากับความตาย
สิ่งที่เราเคยคิดว่าสำคัญในวันนี้  อาจจะล้มครืนลง  แล้วเหลือแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างแท้จริงก็ได้

...ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านล่ะเจ้าคะ?

 


(โหมดฟิค)
ฉันลองไปสะกิดถามสุดที่รักดู โทษฐานที่เฮียมีประสบการณ์ตรงดีนัก
"เวลาเธอเอาปืนจ่อหัวชาวบ้านน่ะ  เค้าทำหน้ายังไงกันมั่งเหรอ"
อีกฝ่ายตีสีหน้ารำคาญใจเต็มประดาที่ถูกขัดจังหวะ
"เอาปืนชั้นมาแล้วเอากระจกไปตั้งตรงหน้าเธอสิ"
ฉันหัวเราะเบาๆ  สำหรับฉันแล้วมันเป็นมุขตลกที่เลวร้ายเกินไปหน่อยของเขา
"น่า ชั้นอุตส่าห์เห็นว่าเธอเป็นมืออาชีพนะถึงได้มาถาม"
ควันสีขาวกลุ่มใหญ่ฟุ้งพุ่งออกมาตามลมหายใจออกเฮือกใหญ่
"คนฆ่าหมูน่ะเค้าไม่ก้มลงไปมองหรอกว่าหมูที่ตัวเองกำลังจะเชือดมันทำหน้ายังไง"
มันก็จริงนะ....ฉันจำได้ว่าเขาไม่เคยใส่ใจกับเรื่องนี้
งานก็คืองาน ป่วยการจะเก็บมาคิดเป็นส่วนตัว
"ชั้นนึกว่าเธอสนุกกับมันซะอีก"
ฉันตั้งใจหยอกเขาเล่น
ทว่าเขากลับยิ้มน้อยๆ ราวกับกำลังหัวเราะหยันตามแบบของเขา
"บางครั้งก็ต้องทำให้งานมันน่าสนุกบ้างล่ะ"

 

Cherie
29 ก.ย. 2548 เวลา 17:08 น.

บางครั้ง เท่านั้น ใช่มั้ย *
001199
ð
29 ก.ย. 2548 เวลา 22:49 น.
ยังไม่รู้เหมือนกันอ่ะ ป้า

รู้แต่ว่าถ้าตายตอนนี้ จะทิ้งหนี้จำนวนนึงไว้ให้ (ค่าผ่อนรถนั่นเอง 555)

เคยถามพ่อ (ซึ่งเคยหัวใจหยุดเต้นไปพักนึง) พ่อบอกว่าเดินในที่มืดๆ แล้วมีแสง อะไรประมาณนั้นเลย แต่สิ่งที่ดึงพ่อกลับมา คือความเป็นห่วง ลูกเมียจะทำยังไง แรงฮึดนั้น พาพ่อกลับมาได้จริงๆ

ถ้าให้ตอบ ... ราหุล ล่ะมั้ง

(แน่ะ เล่นมุขอีก)

ปล. น้ำตะไคร้ไม่เคยกินแหะ เก๊กฮวยได้ป่ะ หวานๆดีเหมือนกัน ^^'
30 ก.ย. 2548 เวลา 16:47 น.
อุราว่าอุราก็เคยเฉียดความตายนะ...
ก็ตอนที่รถชนน่ะแหละ เลือดคั่ง โอกาสรอด 50/50...
แต่เผอิญว่าข้าพเจ้าจำอะไรไม่ได้เลยจนกระทั่ง 4 วันสุดท้ายก่อนออกจากโรงพยาบาล ^ ^"

สำหรับเรา... สิ่งที่จะคิดถึงสุดท้ายก่อนตาย ไม่รู้แฮะ... บางทีอาจจะคิดว่า "นี่ฉันจะตาย... แล้วฉันจะไปไหนต่อล่ะ" อะไรประมาณนั้นมั้งเนอะ ^ ^'
Squre-icon
30 ก.ย. 2548 เวลา 23:50 น.
อืมประเด็นน่าคิด น่าสนใจ....แต่ก็อย่างว่า... โนะยังไม่อยากใกล้ตายให้ชาวบ้านเป็นห่วงง่ะ เลยยังไม่อยากรู้เท่าไหร่ ว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับตัวเอง....ทุกวันนี้ก็ทำๆ ไปเท่าที่มันมีอยู่ให้ดีหน่อยก็แล้วกัน ^ ^' อย่างที่เค้าว่า ทำวันนี้ให้ดีที่สุดน่ะ... (แต่คงใช้ไม่ได้กะโนะแหงๆ ^^ '')

โดยส่วนตัวขอบอกว่า อ่านโหมดธรรมดาป้าว่าชอบแล้ว แต่ชอบอันที่เป็นโหมดฟิคมากกว่าสำหรับไดวันนี้... เนื่องจากว่า มันเห็นภาพดีจัง.....ว่าแต่.... ที่รักป้าวันนี้มาแปลกนา ไม่ยักกะเผ่นหนีป้าเหมือนเคย (ฮ่า)
sano
1 ต.ค. 2548 เวลา 00:31 น.
ชอบช่วงฟิคเหมือนกัน ดูเป็นบทสนทนาของผู้ใหญ่มากๆเลย ^^ ขำ แต่มีอะไรลึก

ส่วนเรื่องความตาย บางทีก็นึกกลัวเหมือนกันว่าสักวันเราต้องตาย แต่ก็ปลอบใจป้อยๆว่า ยังน่า เรายังอีกนานกว่าจะถึงตอนนั้นนะ อย่างปกติ ก็น่าจะสัก 60 ปี

แอบกลัวอย่างนึงว่า ถ้าเราตายปัจจุบันทันด่วนแล้วคนข้างหลังมาสังคายนาข้าวของในห้องเรา ที่อุดมไปด้วยของที่เป็นความลับทั้งหลาย (อย่างน้อยก็ตูนวายกระบุงใหญ่) คนที่บ้านคงเสียใจกับการตายของเราน้อยลงไปโขเลย เหอๆ ^^

อืม พ่อเรามีลุกคนเดียวแหะ คือเรา แถมตอนนี้ทั้งบ้านมีกันอยู่ 2 คน เคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าเราตายไป พ่อจะอยู่ยังไง? คนเดียวในบ้านขนาดกลาง รู้สึกว่ามีลูกสัก2คนนี่ดีนะ คิดแล้วก็อยากมีชีวิตอยู่นานๆ เพื่อพ่อ 555+ ทั้งๆที่เราก็ไม่ชวนป๋วยปีแปกอสักเท่าไหร่ ^^; แต่เราคิดงั้นจริงๆนา

อยากให้ความตายมาถึงช้าๆ เป็นความคิดปกติของคนที่มีความสุขในชีวิต ว่างั้นมั้ย? ^^
EGUANAฟ้าประทาน
8 ต.ค. 2548 เวลา 00:59 น.
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic