สวัสดีค่ะ

  เขียนแฉตัวเองเสร็จไปหนึ่งยกแล้ว  ขอเบรคจนกว่ามุขจะงอกใหม่ ฮา
  แต่กระซิบว่า อันตัวอิฉันนั้นภูมิใจกับผลงานอย่างเข้าขั้นหลงตัวเองทีเดียว  โดยเฉพาะมุข TOYOTA ที่ลงทุนเปิด Oxford Dictionary & Thesaurus of Current English แล้วนั่งไล่อ่านไปทีละหน้าว่ามีคำไหนเข้าเค้าอารมณ์กันดั้มพอจะจับมายำได้บ้าง กร๊าก

 


  โชว์หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่านแล้วสะดุดใจประทับจิตจนอยากพูดถึงค่ะ
  ชื่อว่า "ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ในหมู่บ้านเล็กๆ" (ごっくん馬路村の村おこし)
  สำนักพิมพ์ "สวนเงินมีมา"  เพิ่งพิมพ์ครั้งแรกเดือนมีนาปีนี้เอง

  คำโปรยบนปกหลังของเล่มนี้คือ
  "บ้านนอกเรามีบางสิ่งที่เมืองใหญ่ทำหายไป 
เราต้องสร้างบ้านนอกขึ้นด้วยการสนับสนุนข้อดีของเราเอง"

  พูดถึงญี่ปุ่นแล้วเราจะนึกถึงแต่ความไฮเทคและความโมเอะกันใช่ไหม
  หนังสือเล่มนี้เล่าอีกเรื่องราวที่ยืนอยู่อีกฟากฝั่งของสองภาพลักษณ์ข้างต้นค่ะ
 


  เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้  กล่าวถึงการเกิดและเติบโตของผลิตภัณฑ์โอท็อป "ก๊อกคุง (เจ้าเอื๊อก)" น้ำส้มยูสุพร้อมดื่มจากหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ "อุมะจิ" ซึ่งแสนจะบ้านนอกและไม่มีเส้นทางรถไฟหรือถนนหลวงเข้าถึงในจังหวัดโคจิ

  หมู่บ้านอุมะจิปลูกส้มยูสุมาก  แต่ราคาที่ตกต่ำของผลส้มยูสุ  บวกกับความขาดแคลนแรงงานหนุ่มสาวในหมู่บ้าน  ทำให้ส้มยูสุของหมู่บ้านอุมะจิกลายเป็นส้มที่ผลไม่สวยเพราะถูกปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติจริงๆ (เรียกแบบเพิ่มมูลค่าว่าเป็น "ส้มยูสุออร์แกนิก" ฮา ^ ^)  ทางหมู่บ้านจึงต้องหาทางขายผลิตภัณฑ์แปรรูปส้มยูสุแทน  และหนึ่งในนั้นก็คือ "เจ้าเอื๊อก" น้ำส้มยูสุพร้อมดื่มที่ปรุงรสอย่างเรียบง่ายด้วยน้ำ น้ำส้มยูสุ และน้ำผึ้งในอัตราส่วนที่ผ่านการทดลองอย่างตั้งอกตั้งใจ

   จากน้ำส้มยูสุในขวดทรงเชยๆ กับฉลากที่หน้าตาเหมือนภาพเด็กเขียนเล่น ซึ่งห้างร้านและสายส่งเมินข้าม ต้องเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ไปทั่วประเทศเพื่อไปตั้งบูธขายทั้งที่แทบไม่มีคนซื้อ  และอุปสรรคอีกมากมายที่เกิดขึ้นอย่างชวนให้ท้อใจ

   จนถึงวันหนึ่งที่ "เจ้าเอื๊อก" (ชอบชื่อนี้จริงๆ คนแปลเข้าใจจิ้มคำมาใช้จัง) มีลูกค้าและแฟนประจำถึงสองแสนคนทั่วประเทศ  ได้รับรางวัลชนะเลิศผลิตภัณฑ์ 101 หมู่บ้าน  และปลุกชื่อของหมู่บ้านเล็กๆ ประชากรแค่สองพันนิดๆ กลางหุบเขาให้เป็นที่รู้จัก

  นำไปสู่เรื่องราวของการพัฒนาชุมชน  กลายเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจะประทับใจเมื่อมาเยือน  สู่ความเป็นหมู่บ้านที่ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง มีงานให้คนหนุ่มสาวทำ และมีความอบอุ่นของชุมชนที่เข้มแข็งอยู่มากมาย

   สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างสองย่อหน้าข้างต้นนี้มันเป็นเพราะอะไร?
   กลยุทธการตลาดและสื่อโฆษณา การวิจัยผลิตภัณฑ์ในห้องปฏิบัติการอย่างผู้เชี่ยวชาญ ผลกำไรขาดทุน  หลักการบริหารธุรกิจ  เงินทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่หมู่บ้าน นโยบายสนับสนุนของรัฐบาลงั้นหรือ?
   เปล่าเลย  มันเกิดขึ้นจากความรักในชุมชนที่อาศัยอยู่ และความตั้งใจที่จะทำเพื่อหมู่บ้านเพียงเท่านี้เอง


 
   แนวการเล่าเรื่องของหนังสือเล่มนี้ไม่มีแบบแผนอะไร  ราวกับว่าคนเขียนนึกเรื่องไหนออกก็เขียนไปเรื่อยๆ  สำนวนง่ายๆ เหมือนมานั่งเล่าให้ฟังกัน  ทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านได้อย่างเบาสมอง (ยืนยันได้  เพราะเราอ่านหนังสือเล่มนี้ในวันที่ท้องเสียจนคลื่นไส้ อาเจียนอย่างหนัก และนอนตายอยู่บนโซฟาในระดับที่สิบโทก็ช่วยเราไม่ได้ แถมยังอ่านอย่างเพลินจนจบรวดเดียวซะด้วย ฮา)  แต่สาระที่หนังสือเล่มนี้บอกกล่าวก็มองข้ามไม่ได้เลยค่ะ

  "ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ในหมู่บ้านเล็กๆ" แนะนำให้เรารู้จักสังคมญี่ปุ่นในอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งไม่ค่อยมีอนิเมเรื่องไหนกล่าวถึง (หรือมันมีแต่เราไม่เคยดูหว่า?)
  ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมไดเออิถึงต้องจัดงานแข่งมาราธอนแตงโม & หัวมัน และทำไมถึงต้องเปิด "โคนันโอฮะชิ" ^ ^
 
  แต่จุดที่สะกิดใจเราที่สุดหลังจากปิดหนังสือเล่มนี้ลง  เกิดขึ้นเมื่อเรามองกลับมาที่บ้านเราบ้าง

  ชุมชนเล็กๆ ในพื้นที่ซึ่งคนกรุงเทพหายากนักจะนึกถึง และอาจจะหัวเราะขำชื่อที่ฟังดูตลกในสำเนียงภาคกลาง มีอยู่มากมาย  แต่ละที่ประสบปัญหาเป็นวงจรวนซ้ำวนซากที่อาจดูหลากหลายล้านแปด  แต่ส่องถึงแก่นของปัญหาแล้วคือเรื่องเดียวกันทั้งนั้น

  หมู่บ้านที่ไม่มีรายได้  ลืมเลือนอัตลักษณ์ที่เคยสืบทอดต่อกันมาของตน  คนหนุ่มสาวทิ้งบ้านเข้าไปหางานในกระจุกโรงงาน  เหลือแต่คนแก่กับเด็กที่เติบโตในความขาดแคลน โหยหาถึงอนาคตที่ดีกว่าจนหล่นลงไปในภาพลวงตาของลักธิบริโภคนิยม

  มันช่างเหมือนกับปัญหาที่บรรดาหมู่บ้านในเกาะอันห่างไกลปู๊นนั่นอย่างน่าตกใจเหลือเกิน  แทบจะพูดได้ว่าไม่ต่างกันเลยเสียด้วยซ้ำ

  ดังนั้นหลังปิดหนังสือลงด้วยความอิ่มใจแล้ว จึงมีความหวังน้อยๆ สว่างขึ้นในใจ  สำหรับประชากรไทยผู้ที่นักการเมืองไทยบัญญัติศัพท์มาเรียกว่ารากหญ้า
  ไม่ว่ารัฐบาลเทอมหน้าจะเป็นใคร  หรือการเมืองจะเข้มข้นประหนึ่งละครช่องเจ็ดปานไหน  ไม่เกี่ยวแล้ว  มันเกิดขึ้นได้ด้วยความรักและความตั้งใจแน่นอน


  คุณมุทิตา ผู้แปลหนังสือเล่มนี้เขียนไว้ในคำนำว่า "หวังเล็กๆ ว่าจะมีคนอมยิ้มและพยักหน้าบ้างเหมือนกัน  ยิ่งถ้ามีใครเขียนเล่าเรื่องบ้านนอกของไทยให้เฮฮาได้แบบนี้คงยิ่งดี"
  เห็นด้วยจากใจจริงค่ะ  เมืองไทยมีของดีๆ ออกจะเยอะแยะนา ^ ^

 


  และหนังสือเล่มนี้ก็ทำให้เรานึกถึงอ้น เพื่อนร่วมภาคชีวะของเราที่ตอนนี้บินหนีไปอยู่อังกฤษแล้ว

  อ้นเป็นสาวอุบล  ชอบบ่นว่าไม่เก่งอังกฤษ ชอบบ่นว่าไม่เก่งเรื่องเรียน  ซึ่งข้อหลังเราไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อย  ถึงเราจะไม่เห็นใบเกรดแต่เราค่อนข้างแน่ใจว่ามันต้องสวยกว่าของเราแน่ ฮา
  วันหนึ่งอ้นเอ่ยขึ้นกลางที่ประชุมด้วยความรู้สึกที่ผ่านความคิดคำนึงจนตกผลึกเป็นความตั้งใจออกมาว่า

   "เค้าอยากกลับไปเป็นอาจารย์ กลับไปพัฒนาบ้านเค้า"

  และนี่คือเหตุผลที่อ้นรวบรวมความกล้าบินไปอังกฤษเพื่อไปเรียนต่อ  ด้วยความตั้งใจว่าจะนำศักดิ์และศรีแห่งปริญญาโทกลับมาพัฒนาบ้านเกิดที่อ้นรัก
  เราจะไม่คำนึงถึงประเด็นว่าทำไมเธอถึงตัดสินใจไปถึงอังกฤษนะ...เพราะเรามีประเด็นที่สำคัญกว่า
  อ้นไม่ใช่ผู้หญิงแนวถึก แนวลุย แนวออกค่าย แนวเพื่อชีวิต หรืออะไรเทือกๆ นั้นที่อาจจะผุดขึ้นมาในหัวถ้าพูดถึง "การพัฒนาชุมชน"  เธอเป็นสาวแนวหัวอ่อน เงียบหงิม เสียงเบา คำอุทานของเธอจัดเข้าขั้นคำสุภาพ  รักสวยแต่พองาม  ดูเป็นหญิงสาวธรรมดาๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
  แต่หญิงสาวธรรมดาๆ แบบนี้ล่ะค่ะที่รักบ้านเกิด และมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะทำให้ชุมชนที่ได้ชื่อว่าบ้านของเธอดีขึ้น โดยไม่นิ่งดูดายว่าเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้แล้วปล่อยมันไว้ให้ลอยไปตามยถากรรมเลย

  จบหนังสือเล่มนั้นแล้ว  เรานึกถึงอ้น  อยากให้อ้นได้อ่าน  อยากให้มันเป็นกำลังใจให้อ้นเข้มแข็ง จนกว่าจะถึงวันที่ความตั้งใจของอ้นบานสะพรั่ง  วันที่บ้านเกิดของอ้นเป็นที่ๆ น่าอยู่และน่าภาคภูมิใจนะ

 ("ก็ส่งไปให้เค้าอ่านเลยเซ่  มารำพันอยู่ในบล็อกนี่เค้าจะได้อ่านมั้ยหา~~~"
   เอิ๊ก  นินทาเพื่อนไปแล้ว  แต่แถวบล็อกฉันไม่ค่อยมีเพื่อนร่วมภาคแวะมาดูเท่าไหร่...มั้งนะ)

 


  โชว์เสร็จก็ชวนให้อ่านค่ะ
  ยังไงอ่านบล็อกวันนี้จบก็ขอบคุณแล้วหนึ่งดอกค่า ^ ^ /



Cherie
21 ส.ค. 2549 เวลา 16:56 น.

ถ้าน้องรี่ของพี่เป็นนายก ช่วยออกรายการวิทยุให้ประชาชีฟังทีก็แล้วกัน
ว่า
สีเหลืองมันลดมูลค่าผลิตภัณฑ์ว้อย

แนะนำกลับมั่ง
ลองไปอ่านเรื่องความนิยมเป็นเสมียนให้ครบทั้ง12ตอนดูเน่อ
ปัญหาของเรามันฝังรากลึกตั้งแต่สมัยร.6กันแล้ว
ประเทศไทยยังขาดความเป็นตัวของตัวเองค่ะ
ทำไมเราอายที่จะพูดภาษาถิ่น แต่เราไม่อายที่จะกินอาหารท้องถิ่น
เพราะคนนอกชมว่ามันอร่อย
เราจะภูมิใจกับรากเหง้าของเรา ถ้าคนที่อื่นสรรเสริญเรา
ทั้งที่จริงแล้ว ตัวเรานั่นแหละ เป็นผู้ที่รู้ตัวดีที่สุด ว่าเรามาจากไหน เราอยู่ตรงจุดไหน และเราจะไปที่ไหนต่อ

เรารักประเทศของเรา แต่เรารักตัวเองมากกว่า
เพราะถ้าเราตายไปแล้ว เราจะไม่ได้เห็นประเทศที่เรารักน่ะสิ ถึงมันจะไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่ก็เหอะ
ถึงร้ายก็รักนะ เกเรยังไงก็รักนะ กร๊าก~~
ยาหอมยาดมยาอมยาหม่อง
21 ส.ค. 2549 เวลา 19:10 น.
ขอแก้ข้อมูลหน่อยเค่อะ
เรื่อง โคลนติดล้อ
ความนิยมเป็นเสมียนเป็นชื่อตอนแหะ-_-;;;
ยาหอมยาดมยาอมยาหม่อง2
21 ส.ค. 2549 เวลา 19:56 น.
อ่านแล้วรู้สึกดีจริงๆ (ที่ป้าเขียนอ่ะนะ) จะมีสักกี่คนนะ ที่คิดถึงบ้านเกิด ยิ่งถ้าเป็นคนกรุงเทพด้วยแล้ว แค่ชื่อของคนข้างบ้าน ยังำม่แน่ใจเลยว่าจะรู้จักไหม

เป็นไอเดียที่ดี และน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง

ปล. ตอนนี้เขียนฟิกสั้นๆอยู่ล่ะ แต่เป็นฟิกแนวใหม่..หรือเปล่า (คล้ายโดที่กิ้งก่าเคยเขียนเรืองสองหนุ่มตายคู่กู้ระเบิด) ถ้าเสร็จแล้วจะเอามาให้ตินะจ้ะ แต่ย้ำว่าสั้นจริงๆ ^^' ยาวมากเดี๋ยวไม่จบอีก
000319
22 ส.ค. 2549 เวลา 14:55 น.
สำนึกรักบ้านเกิดเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในสังคมปัจจุบัน
ถ้าคนของที่นั่นไม่ช่วยกันพัฒนาบ้านของตัวเอง แล้วใครจะมาพัฒนาให้
... แต่หลาจี่ก็ไม่มีสิทธิพูดเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว
เพราะอีนี่ แม้แต่ห้องตัวเอง ยังไม่ค่อยคิดจะเก็บกวาด พัฒนาให้เป็นที่อยู่มนุษย์เลย
002765
27 ส.ค. 2549 เวลา 23:42 น.
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic