บ๊ายบาย....อย่างรวดเร็ว เรียบง่าย ง่ายดาย
สวัสดีค่ะ
ประกาศจากชมรมอนุรักษ์เด็กแว่นขี้เก๊กแห่งประเทศไทย (???)
สั่งพิมพ์แอนโธโคนันล็อตใหม่แล้ว บริการส่งทุกรูปแบบตั้งแต่ถึงมือท่านยันผ่านไปรษณีย์
รายละเอียดจิ้มจกได้จากที่นี่ครับ >> http://www.cjrteashop.net/cgi-bin/forum/ikonboard.cgi?act=ST;f=4;t=360;st=10;r=1;&#entry12
งานอดิเรกของเราอย่างหนึ่งคือการหลงทางเล่น
เส้นทางปกติคือเลี้ยวซ้าย เราก็เลี้ยวขวา
สิ่งที่อยู่นอกเส้นทางปกติ มักมีอะไรน่าสนใจ เหนือความคาดหมาย
และบ่อยครั้งที่เหลือบางสิ่งตกค้างไว้ในใจ....
วันโน้นเราไปเดินตามหาที่ทำการไปรษณีย์พระโขนงที่ทุบซ่อมมาหลายเดือนแล้ว
ป้ายโตๆ แจ้งว่าย้ายไปอยู่ที่ "ห้างเอดิสันเก่า" ซึ่งห้างนั่นมันก็เจ๊งเป็นซากไปตั้งแต่ก่อนมหายุคทักษิณ
ในความทรงจำลางเลือนเรามองไม่เห็นว่าอดีตห้างนั่นมันอยู่ฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวาของถนนใหญ่
นิสัยตุ๊มป่อย (แปลว่าอะไร?) ทำให้เราตัดสินใจเริ่มจากการเดินหาที่ฝั่งซ้าย
ฝั่งซ้ายถึงจะมีซากปรักหักพังของอาคารเก่าที่ยังไม่มีใครคิดจะเอาไปแปลงเป็นทุน แต่ด้านหลังนั้นมีตึกสำนักงานและอพาร์ทเมนต์ใหม่ตั้งตระหง่านเรียงเป็นแถบ ไม่ร้างราอย่างภายนอกเห็น
เดินผ่านห้องแถวห้องหนึ่งซึ่งเปิดเป็นร้านขายสารพัด (ไม่สามารถจัดหมวดหมู่ให้ได้) ป้าเจ้าของร้านเอนอ่านไทยรัฐอย่างสบายใจ
สะดุดตาที่เจ้าหมาพันธุ์ทางไซส์ M ซึ่งทำตาลุกวาวใส่มนุษย์แปลกหน้าเช่นเราแล้วเห่าทักทายมาตั้งแต่ระยะห้าสิบเมตรด้วยสำเนียงที่ฟังละม้ายภาษาคนว่า "วินนิ่งมั้ยสาดดดดด"
แมวอย่างเราถือคติว่าหมาเห่าไม่กัด จึงปรายหางตามองอย่างเยาะเย้ยแล้วเชิดหน้าเดินผ่านไป
สิบนาทีผ่านไปกับการเดินสำรวจฝั่งซ้าย ไม่พบพิกัดเป้าหมาย แมวดำหันหางกลับไปยังจุดเริ่มต้น
ผ่านหน้าห้องแถวนั้นได้ยินเสียงแง้วลั่น ทันใดนั้นก้อนขนสีเหลืองส้มก็กลิ้งออกมาจากซอกกระถางไม้ประดับ แมวลายตัวหนึ่งวิ่งหัวซุกหัวซุนออกมา และเจ้าหมาพันธุ์ทางตัวนั้นกระโจนตามมาติดๆ ไล่ตะปบกัดแมวลายที่ตัวเล็กกว่ากันครึ่งๆ เหวี่ยงสะบัดจนแมวน้อยกระเด็นลอยกระแทกพื้นปูนร้อนฉ่า กระจุกขนสีเหลืองส้มปลิวว่อน แมวตัวนั้นลุกขึ้นพุ่งหนีข้ามไปอีกฟากถนนทันที ทว่าหมาตัวนั้นก็ยังวิ่งตามไปติดๆ ท่ามกลางเสียงร้องห้ามปรามของป้าผู้เป็นนาย
คมเขี้ยวของ "ไอ้ลิง" (อันเป็นชื่อที่ป้าคนนั้นตะโกนด่าเสียลั่นถนน) สังหารเจ้าแมวลายจรจัดตัวนั้นลงที่อีกฟากฝั่งของถนนนั่นเอง นายของไอ้ลิงลากร่างของเจ้าแมวไปกองหลบไว้ให้ห่างจากเส้นทางจราจร ก่อนจะออกปากไล่ไอ้ลิงที่วิ่งวนเวียนรอบผลงานตัวเองอยู่ให้กลับเข้าบ้านไปเสีย
ความวุ่นวายทั้งหมดจบลงอย่างรวดเร็ว
ป้าแก่ๆ อีกคนหนึ่งซึ่งบังเอิญมาเดินผ่านแถวนั้นพร้อมกับเรายืนจุ๊ปากอย่างสบใจ
"หมาใจร้ายจัง" ป้าแกเปรยก่อนจะเดินจากไปตามเส้นทางของตัวเอง
เราคิดว่า "ใจร้าย" หรือ "ใจดี" เป็นคำที่สงวนไว้ใช้เฉพาะมนุษย์เท่านั้น
ดังนั้นสิ่งที่เราเห็น เราคิดว่าคือความเป็นไปของสรรพสัตว์และสรรพสิ่ง
แต่สำหรับเราที่หมาแมวแถวบ้านไม่มีปัญหาเดินทับเส้นกัน และเคยเห็นหมาไล่กัดแมวแค่ในการ์ตูน (เพราะหนูยุให้หมาไล่กัด ฮา~) ภาพธรรมดาแบบนี้ก็ติดค้างในใจเราได้
คิดเงียบๆ ในใจขณะสองเท้าก้าวข้ามผ่านสะพานลอยไปยังฝั่งขวาของถนนใหญ่
...ความตายเกิดขึ้นได้รวดเร็วและเรียบง่ายขนาดนี้เชียว
อาทิตย์ที่แล้วเราได้โทรศัพท์จากเพื่อนคนหนึ่ง (ซึ่งเป็นคนที่น่าสนใจมาก มีโอกาสคงได้พูดถึง)
โทรมาบอกว่า "อ้นตายแล้ว"
อ้นเป็นเพื่อนที่เรารู้จักสนิทกันดีในภาควิชา มักจะทำงานกลุ่มด้วยกันบ่อยๆ ไปเดินเล่นไปกินข้าวด้วยกันบ่อย และเคยร่วมชะตากรรมเป็นนักเรียนปี 3 ที่เจือกไปลงวิชาที่มีแต่ปี 4 เรียนอยู่แค่สองคน เราเคยเขียนถึงอ้นไว้ในบล็อกย้อนหลังเนื่องในวาระที่อ้นบินหนีไปเรียนต่ออังกฤษตามเป้าหมายที่จะกลับมาพัฒนาอุบลบ้านเกิดอันเป็นที่รัก
ข่าวแจ้งว่า เธอผูกคอตายอยู่ในบ้านพักคนเดียว
เราแน่ใจว่าเพื่อนคนที่แจ้งข่าวนี้ไม่ได้จิตว่างและหาญกล้าขนาดจะโทรมาอำเราเล่น การตายของอ้นคงเป็นเรื่องจริงแน่นอน
น่าแปลกที่เรารับข้อเท็จจริงว่า "อ้นตายแล้ว" ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย แต่ความนิ่งเงียบของเราในสายโทรศัพท์เกิดจากความลังเลสงสัยในข้อเท็จจริงว่า "อ้นผูกคอตาย"
ความคิดแรกที่ผุดปรู๊ดขึ้นมาในใจเราคือ "ฆ่าตัวตายจริงเหรอ ไม่มีจดหมายลาตายไม่ใช่รึ สภาพศพสภาพห้องล่ะเป็นยังไง นี่เป็นฆาตกรรมอำพรางรึเปล่าห้ะ~~"
(คุณรู้ตัวว่าคุณบ้าโคนันเมื่อ -- คุณเห็นทุกอย่างเป็นคดีฆาตกรรมอำพราง)
ในใจในที่เห็นแต่ภาพสุดท้ายของอ้นที่บินจากไปด้วยความหวังเต็มเปี่ยม เรานึกไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่เดือนที่ทำให้คนๆ หนึ่งหล่นวูบลงไปสู่ความหดหู่ซึมเศร้าขนาดตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง
ในใจที่หาที่มาที่ไปไม่เจอจึงพบว่าการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ง่าย
ครอบครัวเค้าคงรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน
ถึงอย่างนั้นแล้วเราก็ต้องเชื่ออยู่ดี จะวานคุณชายฮาคุบะไปดูที่เกิดเหตุมันก็ยังไงอยู่
พวกเราไม่มีโอกาสคุยกันถึงเรื่องชีวิตเท่าไหร่ ต่างคนต่างก็ยังไม่สิ้นสุดชีวิตนักเรียน ชีวิตคนทำงานก็แทบไม่ได้พบเจอ ไม่ต้องเอ่ยถึงแฟนและชีวิตครอบครัวที่ดูราวกับแสงสว่างจากอัลฟ่าเซ็นจูรี่ในจักรวาลอันไกลโพ้น
ชีวิตที่เหมือนยังไม่ทันจะได้ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวก็จบลงไปแล้วแบบนี้
...รวดเร็วและง่ายดายเหลือเกิน
คำแรกที่เราเอ่ยทางสายโทรศัพท์นั้นจึงเป็นคำว่า ".....ง่ายขนาดนั้นเชียว...."
บ๊ายบายเจ้าแมวลายส้มตัวนั้น (ที่เราไม่รู้จักชื่อ)
บ๊ายบายอ้น
ไปดีมาดีเน้อ
Cherie
14 พ.ย. 2549 เวลา 14:24 น.
ให้คนในออฟฟิศเห็นซะแล้ว
เพราะแค่เรานึกถึงบลอก
ที่ป้าเคยเขียนได้..
ป้าเขียนถึงเพื่อนคนนึงที่ดูมีความหวัง ความฝันอยู่เต็มเปี่ยม
ตอนนั้นยังแอบชื่นชมอยู่ในใจ ว่าเด็กคนนี้ดีจัง จะกลับไปพัฒนาบ้านเกิด สมัยนี้จะมีสักกี่คนนะที่คิดได้อย่างนี้
ไม่ว่าน้องเค้าจะจากไป
ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
เค้าก็ได้จากไปแล้ว
เก็บเรื่องเค้าไว้เตือนใจดีกว่า
ชีวิตมีเพียงชีวิตเดียว
ยิ่งมีน้อยก็ต้องยิ่งรักษาไว้
ไปดีเถอะนะ
ปล. หมาที่บ้านหวงพื้นที่มาก (เฉพาะในบ้านนะ)
ฆาตกรรมแมวไป 3 ศพแล้ว
เออ....กับหมาพิการอีก 1 ตัว
ที่เราแอบคิดว่าความตาย
กับการทนอยู่อย่างทรมาน
อย่างไหนจะดีกว่ากัน
แต่เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใครหรือสิ่งใด
ในความคิดเรา...เราพอใจที่จะมีชีวิตอยู่
จะทุกข์ จะผิดหวัง จะเศร้า จะเสียใจ
แต่ต้องมีวันที่มีความสุขแน่ๆ
เพียงแต่เราจะมองเห็นความสุขเล็กๆนั้นหรือเปล่า
เขียนยาวไปหน่อย โทษทีนะป้า ^^'
...กำลังจะเศร้า เจอไอ้ความคิดแรกของป้านี่..เอ่อ เผลอขำพรวดออกมา - -\" (จนได้สิน่าป้าก็...เหอๆๆ)
(ไม่เม้นมากดีกว่า อีลุงนี่เรื่องเครียดๆ ทีไรมันทำท่าจะเม้นฟุ้งซ่านทุกที
(วินนิ่งกะ-ตู๊ด-ป่าวสาดดดดดดดดดด)
ที่ห้องกำลังกลับมาบ้าวินนิ่งเชียวล่ะ แต่เล่นทีไรๆก็เจอแต่เชลซีกะบาร์ซ่า เบื่อแล้วว่ะ
ชีวิตคนเรานั้นบางครั้งก็แสนลำบาก และการร้องไห้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายอย่างใด
การมีคนรักและการเป็นที่รักนั้นสำคัญ...จริงๆนะ ในเวลาที่ฟุ้งซ่านมากไปล่ะก็ ยังมีคนที่เราคิดถึงและคนที่คิดถึงเราอยู่นี่นา
จะตายได้ยังไงกันล่ะ...เนอะ
(อนึ่ง ใครจะตายก็ช่วยนึกถึงหน้าชั้นเวลาหงุดหงิดไว้หน่อยก็แล้วกัน กรั่กๆ)
มหายุคทักษิณ ยุคกลาง ยุคมืด งั้นป่านนี้ก็ยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมแล้วล่ะ อ้อ ไม่สิ "ยุคฟื้นฟูรสนิยม"ดีกว่าว่ะ~~
วันนี้ไดป้ามาโหมดปลงโลก อ่านแล้วอึ้งๆเหมือนกัน เราเองก็ไม่เคยเห็นหมาฟัดแมวตายต่อหน้าเหมือนกันแฮะ เห็นด้วยที่ว่าคำว่า ใจร้าย/ใจดีเอาไว้แยกแยะกับคนด้วยกันได้ กับสัตว์นี่ไม่รู้จริงๆมันคิดยังไงแฮะ
อ่านเรื่องต่อมาแล้วตกใจ อะไรเนี่ย อะไรที่ทำให้เป็นอย่างนั้นไปได้หนอ...
เสียใจด้วยนะฮะ ( ถึงเรื่องจะผ่านไปอาทิตย์นึงแล้ว )
ว่าแต่คนคนนั้นใช่คนที่ป้าเคยเล่าว่าไปส่งที่สนามบินแล้วไปดูแมลงสาบเปล่าเนี่ย ? ^ ^'' ;
ง่ายขนาดนั้นเชียว
*----
ชีวิตในต่างแดนนั้นลำบากแสนสาหัญ หากปรับตัวไม่ได้จะลำบากมากครับ ไหนจะเป็นโรคโฮมซิกอีก
ยังไงก็ขอไว้อาลัยด้วยคนครับ
ชอบCGของป้าจัง แต่มือว้อดก้ามันกลับข้างน่ะ(หึ หึ หึ)
สนุกดีเน้อ
อยากได้Ermanegildo Zegna ^_^